ที่ราบสูงปาตาโกเนีย

patagonia1

ที่ราบสูงปาตาโกเนีย อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอาร์เจนติน่า ใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ มีพื้นที่ประมาณ 1,043,076 ตารางกิโลเมตร เขตตะวันตกอยู่ติดกับเทือกเขาแอนดีสและมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประกอบไปด้วยภูเขาสูงปกคลุมด้วยป่าไม้ ทะเลสาบ และธารน้ำแข็งกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ ส่วนเขตตะวันออกอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก พื้นที่ของปาตาโกเนียครอบคลุมระหว่างอาร์เจนติน่ากับชิลี โดยมีเทือกเขาแอนดีสเป็นปราการสำคัญ

patagonia6

สำหรับชื่อเรียก ปาตาโกเนีย หรือ Patagonia มีที่มาจากนักเดินเรือสำรวจชาวสเปน เชื้อชาติโปรตุเกส เฟอร์ดินันท์ มาเกยัน เขาพบเจอดินแดนสวรรค์แห่งนี้จากการออกเดินทางสำรวจโลก และสร้างสรรค์ชื่อเรียกให้มันว่า Patagonia

จุดดึงดูดของปาตาโกเนียคือ ธารน้ำแข็งเปอริโต โมเรโน (Perito Moreno) ซึ่งเสมือนเป็นสัญลักษณ์สำคัญของปาตาโกเนีย จุดเด่นสำคัญของธารน้ำแข็งเปอริโต โมเรโน คือความงดงามตระการตา ของก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาที่อยู่รวมกันคล้ายกำแพงสีขาว การันตีความอลังการได้ด้วยตำแหน่งธารน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีความยาวกว่า 30 กิโลเมตร ความกว้าง 5 เมตร สูงจากพื้น 60 เมตร และลึกลงไปอีกกว่า 100 เมตร เมื่อเข้าไปสัมผัสใกล้ๆ จะเห็นน้ำแข็งสีขาวแซมด้วยประกายสีฟ้าจากน้ำทะเลที่แทรกตัวอยู่ในก้อนน้ำแข็ง

patagonia7เนื่องด้วยสภาพภูมิภาคอยู่ในเขตสุดขอบโลก ที่มีทั้งมหาสมุทร ธารน้ำแข็ง เทือกเขา ทะเลสาบ และทุ่งหญ้า ปาตาโกเนียจึงเป็นตัวอย่างของธรรมชาติที่พึ่งพาอาศัยกันและอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ทั้งนี้ นอกจากธารน้ำแข็งแล้ว ยังมีดอกไม้นานาชนิดสีสันสดใส พื้นหญ้าสีเขียวสลับกับความแห้งแล้งสีน้ำตาลเป็นระยะ มีทั้งสัตว์ป่าและนกเพนกวิน ที่อยู่ในอาณาเขตเดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อมาเยือนปาตาโกเนีย นั่นคือ การล่องเรือชมธารน้ำแข็ง ชมฝูงเพนกวิน ดูวิถีชีวิตแมวน้ำ เดินป่าดูสัตว์ แวะชมดอกไม้ สูดอากาศสดชื่นริมทะเลสาบ

patagonia9 patagonia5

Posted in ที่ราบสูงปาตาโกเนีย | Tagged | Leave a comment

แอมะซอน

Amazon_river_basin

พื้นที่ แม่น้ำแอมะซอนมีพื้นที่กว่า 7 ล้านตารางกิโลเมตร อยู่ทางตอนเหนือของภาคกลางในอเมริกาใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศบราซิล มีพื้นที่ประมาณ 58.5% ของบริเวณที่เป็นผืนดินของบราซิล 

ปริมาณน้ำ แม่น้ำแอมะซอนไหลผ่านอาณาบริเวณมากกว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศบราซิล ส่วนที่เหลืออยู่ในประเทศเปรู โบลิเวีย และเวนเนซูเอล่า คาดว่าแม่น้ำแอมะซอนปล่อยน้ำอยู่ที่ระหว่าง 34 และ 121 ล้านลิตร (9 และ 32 ล้านแกลลอน) ของน้ำต่อวินาที และมีการตกตะกอนบริเวณใกล้ปากแม่น้ำโดยเฉลี่ย 3 ล้านตันต่อวัน น้ำที่ไหลออกจากแม่น้ำทุกปีคิดเป็นหนึ่งในห้าของน้ำจืดทั้งหมดที่ไหลลงสู่มหาสมุทรของโลก

ต้นน้ำ ต้นน้ำหลักของแอมะซอนคือ แม่น้ำอุคายาลี (Ucayali) และแม่น้ำมารานอน (Maranon) ซึ่งแม่น้ำทั้งสองสายนี้จะมีกำเนิดอยู่ที่ภูเขาแอนดีสซึ่งเป็นภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งตลอดปี และไหลขนานไปทางเหนือก่อนที่จะไปบรรจบกันที่ประเทศเปรู

112954

ทิศทางการไหลของแม่น้ำ จากการบรรจบกันของแม่น้ำอุคายาลี (Ucayali) และแม่น้ำมารานอน (Maranon) ทำให้แม่น้ำแอมะซอนไหลไปทางทิศตะวันออกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกผ่านปากแม่น้ำกว้างที่น้ำจืดและน้ำเค็มมาบรรจบกัน ซึ่งคาดว่ามีกว้างประมาณ 240 กิโลเมตร ที่นี่มีการตกตะกอนที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเป็นเกาะแก่งที่แยกแม่น้ำออกเป็นสาขาต่างๆ ซึ่งสาขาที่แยกออกไปนี้เป็นที่รู้จักว่า ปารา (Para)

สัตว์ในท้องถิ่น ป่าแอมะซอนประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีสิ่งมีชีวิตกว่า 800,000 ชนิดและ 5 ล้านสายพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในป่าแอมะซอน ซึ่งคิดเป็น 15 ถึง 30% ของสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งหมดในโลก ตามที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติได้จัดทำรายการปลาน้ำจืดพันธ์ใหม่ มีการค้นพบว่า มีปลามากมายประมาณ 3,000 ชนิดในแม่น้ำและทะเลสาบที่อยู่ในแอมะซอนปลาที่พบในบริเวณนี้คือ pirarucu ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นปลาน้ำจืดที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีตัวอย่างวัดได้ยาวกว่า 6.5 ฟุต (2 เมตร) และมีน้ำหนัก 125 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีสัตว์ท้องถิ่น เช่น ปลาปิรันย่า อนาคอนด้า เป็นต้น

ama11333066661legendnewsnet1Piranha1


Posted in แอมะซอน (Amazon) | Tagged | Leave a comment

อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน (Torres del Paine National Park)

38_20120309101233.38_201203091012332.

อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน (Torres del Paine National Park) คือ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศชิลี โดยอุทยานอยู่ห่างจากเมืองปอร์โต นาตาเลส (Puerto Natales) ไปทางตอนเหนือประมาณ 112 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองปุนตาอาเรนาส(Punta Arenas) ประมาณ 312 กิโลเมตร หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจอยากไปเยือนอุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน ต้องมาเริ่มต้นที่เมืองปอร์โต นาตาเลส

อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน เป็นอุทยานแห่งชาติที่ครอบคลุมพื้นที่ภูเขา ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบ แม่น้ำ รวมไปถึงพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ของชิเลียน ปาตาโกเนีย (Chilean Patagonia) โดยมีเทือกเขากอร์ดิเยร่า (Cordillera del Paine) เป็นศูนย์กลางของอุทยานและยังเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของอุทยาน

ตามประวัติศาสตร์ของอุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เนนั้น ได้มีการตีพิมพ์ในปี 1880 ในหนังสือของ เลดี้ ฟลอเรนซ์ ดิ๊กซี่ (Lady Florence Dixie) นักท่องเที่ยวบริติช ผู้สื่อข่าวสงคราม นักเขียน และนักสตรีนิยม ที่ได้มีการกล่าวถึงกลุ่มเสาหินในเทือกเขากอร์ดิเยร่าว่าเป็นเสาเข็มของคลีโอพัตรา (Cleopatra’s Needles) ซึ่งเธอเป็นนักท่องเที่ยวได้เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่มีโอกาสมาเยี่ยมชมและลงพื้นที่สำรวจอุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน

23.jpg

อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความสลับซับซ้อนทางธรณีวิทยาและชีววิทยา โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานล้วนแล้วแต่ถูกประดับประดาไปด้วยเหล่าดอกไม้ป่าและพืชพรรณที่สวยงาม โดยเฉพาะต้นคาลซิโอลาเรีย (Calceolaria uniflora) หรือ ต้นรองเท้าแตะ ที่มีดอกสีสันสวยงาม ประกอบไปด้วยสีเหลือง สีขาว และสีน้ำตาลแดง

นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน ยังมีทะเลสาบเปโอ (Lake Pehe) สวรรค์แดนใต้ของชิลี เป็นทะเลสาบที่มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำไปย์เน (Paine River) เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และยังเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ป่าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของอุทยานอีกด้วย

20061012-chile-0566-EditE12122493-47

Posted in อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน (Torres del Paine National Park) | Tagged | Leave a comment

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (Christ the Redeemer)

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (Christ the Redeemer)

corcovado E12122493-2

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่บนยอดเขากอร์โกวาดู (Corcovado Mountain) ในนครริโอ เด จาเนโร (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล (Brazil) ได้รับการลงคะแนนเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และถือเป็นสัญญาลักษณ์ของนครริโอ เด จาเนโร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวคริสต์ในประเทศ บราซิลทั้งหมด ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเมือง

designer(1)รูปปั้นพระเยซูคริสต์เป็นรูปปั้นสูง 30 เมตร กว้าง 38 เมตร ( วัดจากปลายแขนซ้าย ถึงปลายแขนขวา ) มีน้ำหนัก 635 ตัน ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขากอร์โกวาดูในอุทยานแห่งชาติทิจูคา ( Tijuca Forest National Park ) ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นนครริโอ เด จาเนโร ได้ทั้งหมด ถือเป็นรูปปั้นพระเยซูคริสต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่บนระดับความสูง 710 เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหุ้มด้วยหินสบู่ (Soapstone) เนื่องจากมีความทนทานสูง และเหมาะต่อการใช้งาน ดำเนินการแกะสลักโดยช่างแกะสลักชาวฝรั่งเศล นามว่า Paul Landowski ออกแบบโครงสร้างโดยวิศวกรชื่อ Albert Caquot   ผู้ออกแบบสถาปัตกรรมเป็นวิศวกรชาวบราซิล ชื่อว่า Heitor da Silva Costa

ประวัติความเป็นมา

กลางปี ค.ศ. 1850 หลวงพ่อ Pedro Maria ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก เจ้าหญิง Isabel ให้ทำการก่อสร้างรูปปั้นทางศาสนาขนาดใหญ่  ในปี ค.ศ. 1921 จึงมีการเสนอ 2 โครงการการรูปปั้นขนาดยักษ์ ที่เป็นสัญญาลักษณะของเมือง โดยรูปแบบแรกเป็นรูปพระเยซูคริสต์ และมีโลกอยู่ในมือ และอีกรูปแบบเป็นรูปพระเยซูคริสต์กางแขน ซึ่งรูปแบบหลังได้รับการรับเลือก   ปี ค.ศ. 1922 จึงเริ่มทำการก่อสร้าง การก่อสร้างใช้เวลา 9 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1922 ถึง ค.ศ. 1931 การลำเลียงวัสดุก่อสร้าง และคนงานขึ้นสู่ยอดเขาโดยใช้รถไฟ และปัจจุบันก็ยังคงใช้สำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวขึ้นสู่ยอดเขา หรืออาจใช้เส้นทางรถยนต์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที แล้วต่อด้วยการเดินขึ้นบันไดอีก 222 ขั้น ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบันไดเลื่อนเรียบร้อยแล้ว ปี ค.ศ. 1931 รูปปั้นพระเยซูคริสต์แห่งนครริโอ เด จาเนโร ก็เสร็จสมบูรณ์ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1931 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 8,750,000 บาท ( 250,000 เหรียญสหรัฐ ) ในปี ค.ศ. 2008 รูปปั้นพระเยซูคริสต์แห่งนครริโอ เด จาเนโร ถูกฟ้าฝ่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 แต่รูปปั้นไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากหุ้มด้วยหินสบู่

รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนครริโอ เด จาเนโร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิล มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1,800,000 รายต่อปี

clip_image001_0000

Posted in รูปปั้นพระเยซู | Tagged | Leave a comment

โมอายแห่งเกาะอีสเตอร์ (Moai Easter Island)

โมอายแห่งเกาะอีสเตอร์ (Moai Easter Island)

เกาะอีสเตอร์ อยู่ห่างจากแหล่งชุมชนของตาฮิติและชิลีไปประมาณ 2,000 ไมล์ เกาะอีสเตอร์เป็นเกาะเล็กๆ สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับเกาะนี้ก็คือ แท่งหินขนาดยักษ์แกะสลักเป็นรูปหน้าคน หรือที่รู้จักกันในนามของโมอาย

02

โมอาย (Moai) คือ รูปปั้นหินซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด โมอายถูกพบมากกว่า 600 ตัว กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติลาปานุย ประเทศชิลี โมอายเกือบทั้งหมดที่พบนั้นถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียว แต่ก็มีบางตัวซึ่งมี Pukau ลักษณะคล้ายหมวกเป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ โมอายเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักมาจากเหมืองหินที่ราโน ราราคู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นที่ที่พบโมอายอยู่กว่า 400 ตัว อยู่ในกระบวนการแกะสลักซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์

X8143096-0

จากการค้นพบรูปปั้นที่ยังแกะสลักอยู่นั้น ทำให้มีการสันนิษฐานว่าเหมืองหินได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหัน นอกจากนั้นในการค้นพบโมอายเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้มนอน ซึ่งเชื่อว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นผู้ทำให้มันล้ม ลักษณะที่เด่นชัดของโมอาย คือ ส่วนหัว แต่ก็มีโมอายหลายตัวซึ่งมีส่วนหัวไหล่ แขน และลำตัว ซึ่งเป็นโมอายที่พบหลังจากถูกฝังมานานหลายปี

X8143096-16

ความหมายและวัตถุประสงค์ของการสร้างโมอายนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด มีการสันนิษฐานกันไปต่างๆนานา ข้อสันนิษฐานที่แพร่หลายมากที่สุดข้อหนึ่ง คือ รูปปั้นโมอายถูกแกะสลักโดยพวกโพลิเนเชียน (Polynesian) ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะนี้เมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ข้อสันนิษฐานนี้เชื่อว่าพวกโพลิเนเชียนอาจสร้างโมอายขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรืออาจจะเป็นผู้ซึ่งมีความสำคัญ ณ สมัยนั้นหรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของครอบครัว เห็นได้ชัดว่าการสร้างโมอาย (ขนาดทั่วไปสูงประมาณ 3.5 เมตร หนัก 20 ตัน) นั้นต้องลงทุนลงแรงและใช้เวลาเป็นอย่างมาก หลังจากสร้างเสร็จแล้วยังต้องเคลื่อนย้ายรูปปั้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการ การขนย้ายโมอายซึ่งหนักและใหญ่นั้นทำอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

ตำนานของเกาะนั้นกล่าวถึงหัวหน้าเผ่าซึ่งเสาะหาที่ตั้งบ้านใหม่ และเขาได้เลือกหมู่เกาะอีสเตอร์ หลังจากที่หัวหน้าเผ่าตายไปเกาะก็ได้ถูกแบ่งให้เหล่าลูกชายของเขาเพื่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าใหม่ เมื่อหัวหน้าเผ่าคนใดตายไปก็มีการนำโมอายไปตั้งไว้ ณ สุสาน ชาวเกาะทั้งหลายเชื่อว่ารูปปั้นโมอายจะรักษาจิตวิญญาณของหัวหน้าเผ่าเหล่านั้นไว้ เพื่อให้นำสิ่งดีๆ มาสู่เกาะ เช่น ฝนตก พืชพรรณสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามตำนานนี้อาจมีการบิดเบือนไปจากความจริงเนื่องจากได้มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

 moai_of_ahu_akivi_easter_island_chile X8143096-10

            โมอายได้ถูกรับเลือกเป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยมีเหตุผลดังนี้

1. เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด

2. เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

3. เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

Moai Easter Island

Posted in โมอายแห่งเกาะอีสเตอร์ (Moai Easter Island) | Tagged | Leave a comment

หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos Island)

หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos Island)

Image

ที่ตั้ง

             หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos Island) เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์ อยู่ห่างจากชายฝั่งอันเป็นแผ่นดินของทวีปอเมริกาใต้ ประมาณ 1000 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในระนาบเดียวกับเส้นศูนย์สูตร มีเกาะใหญ่ 6 เกาะ และรวมเกาะต่างๆ โดยรอบประมาณ 40 เกาะ หมู่เกาะแห่งนี้เกิดจากการสะสมกันของลาวาภูเขาไฟนับล้านๆ ปี ซึ่งในบางเกาะก็ยังมีภูเขาไฟที่ยังคงปะทุอยู่

ชาล์ ดาร์วิน

ความเป็นมา

             เรื่องราวที่ทำให้หมู่เกาะกาลาปากอสแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมานั้น เริ่มต้นที่ลักษณะอันน่าแปลกของสัตว์บนเกาะต่าง ๆ และจากการมาศึกษาและสำรวจของชาล์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ที่ได้เดินทางมาที่หมู่เกาะกาลาปากอสแห่งนี้ ได้เสนอแนวคิดเรื่องการคัดเลือกพันธุ์โดยธรรมชาติและทฤษฎีวิวัฒนาการอันโด่งดัง และตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือที่มีชื่อว่า “กำเนิดพงศ์พันธุ์” จึงทำให้ดาร์วิน ได้เป็นบิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการ และหมู่เกาะกาลาปากอสก็เป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น

ความงดงามบนความหลากหลาย

             ความงดงามอันหลากหลายของภูมิประเทศและสรรพสัตว์บนเกาะแห่งนี้ เกิดจากสภาพแวดล้อมโดยรอบของหมู่เกาะกาลาปากอส ซึ่งหมู่เกาะนี้ตั้งอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรละติจูดที่ศูนย์องศาหรือตรงกึ่งกลางของโลก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำถึง 3 สายคือ กระแสน้ำอุ่นจากทางด้านเหนือ กระแสน้ำเย็นจากทางด้านใต้ และกระแสน้ำเย็นจากที่ลึกจากทางด้านตะวันตก

Image (1) Image (6)

             ความน่าสนใจของหมู่เกาะกาลาปากอสก็คือ ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยนั้นมีแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง บางพื้นที่แห้งแล้ง บางพื้นที่เป็นป่าฝน หรือลักษณะภูมิประเทศที่แปลกตา ทั้งหน้าผา ปล่องภูเขาไฟ หาดทรายดำที่เกิดจากลาวา ลานลาวาที่ขนาดใหญ่ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี หรือพืชเช่นต้นกระบองเพชรก็ยังมีอยู่บนหมู่เกาะแห่งนี้ ธรรมชาติได้สรรสร้างความแตกต่างที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นเอกลักษณ์ นับเป็นความอัศจรรย์แห่งหนึ่งของโลก

             เกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะกาลาปากอส ได้แก่ เกาะอิซาเบลา พื้นที่ของเกาะนั้นครอบคลุมเนื้อที่เกินครึ่งของหมู่เกาะทั้งหมด มีความโดดเด่นคือ เป็นที่ตั้งของ “ภูเขาอาซุล“ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของหมู่เกาะกาลาปากอส และทางทิศเหนือของเกาะก็ยังมีภูเขาไฟวูล์ฟซึ่งที่ยังมีพลังอยู่ และเกาะหลักๆ รองลงมาคือ เกาะซานตากรุซ เฟอร์นันดินา ซานตาเฟ เอสปาโนลและซานคริสโตบัล

             หมู่เกาะกาลาปากอสแห่งนี้ยังเป็นแหล่งที่เกิดพืชและสัตว์ที่จะสามารถพบเห็นได้เพียงแห่งเดียวในโลกมากมาย เช่น “เต่าบกยักษ์” สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเสียงที่สุดของหมู่เกาะ “อิกัวน่า” ซึ่งเป็นสัตว์ในตระกูลกิ้งก่าแต่หากมีการแบ่งแยกสายพันธุ์ โดยมีทั้งอิกัวน่าบกและอิกัวน่าทะเล ตลอดจนนกอีกหลากหลายชนิด ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกันแต่ลักษณะจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ที่อยู่อาศัย ซึ่งจุดนี้ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่ชาร์ล ดาร์วินได้มาค้นพบจนเกิดเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ

Image (4) OLYMPUS DIGITAL CAMERA

             นอกจากนี้ตามเกาะต่างๆ ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อื่นๆ ที่พบได้ที่นี่เดียว เช่น สิงโตทะเล แมวน้ำพันธุ์ขน นกฟลามิงโก นกเพนกวินกาลาปากอส โดยสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ ได้พัฒนาเป็นชนิดย่อยของมันเองในพื้นที่ที่อยู่อาศัยในแต่ละเกาะ ซึ่งในแต่ละชนิดนั้นมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ซึ่งนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยบนหมู่เกาะแห่งนี้

             709301-topic-ix-25ในด้านโลกใต้ทะเลหมู่เกาะกาลาปากอสเป็นแหล่งดำน้ำที่น่าทึ่งเช่นเดียวกันกับบนเกาะ เพราะเป็นแหล่งที่จะได้พบฝูงฉลามหัวค้อน เต่าทะเล และสำหรับการดำน้ำรอบๆ เกาะ นักดำน้ำก็ยังสามารถดำน้ำพร้อมกับฝูงสิงโตทะเล และนกเพนกวินได้ด้วย

             หมู่เกาะกาลาปากอสทั้งพื้นที่บนบกและใต้ทะเลนั้น เป็นแหล่งธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลก โดยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ. 2521และเป็นโลกธรรมชาติที่ยังเป็นอิสระของสิ่งมีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA 709301-topic-ix-22Image (2) OLYMPUS DIGITAL CAMERAImage (5) Image (3)   

Posted in หมู่เกาะกาลาปากอส | Tagged | Leave a comment

มาชูปิกชู (Machu Picchu)

มาชูปิกชู (Machu Picchu)

peru_machupicchu_1

ที่ตั้ง

มาชู ปิกชู ตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดีส ระหว่างภูเขา Machu Picchu กับ Huayna Picchu ในเขตของป่าแอมะซอน มีแม่น้ำอารูบัน (Urubamba) อยู่เบื้องล่าง มาชู ปิกชู อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองกุสโก (Cusco) อดีตเมืองหลวงของอินคาประมาณ 70 กิโลเมตร ภูมิประเทศรายล้อมด้วยหน้าผาสูงราว 600 เมตร ด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ทำให้กลายเป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติของผู้ที่จะรุกรานเมืองแห่งนี้

ความเป็นมา

มาชู ปิกชู เป็นแหล่งอารยธรรมของชาวอินคา คาดกันว่าก่อสร้างขึ้นในยุคที่อินคารุ่งเรือง ราวปี ค.ศ. 1440-1450 (พ.ศ. 1983-1993) โดยจักรพรรดิปาชากูตี (Pachacute) เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรอินคา ชื่อของมาชู ปิกชู นั้น หมายถึงภูเขาโบราณ

E12368464-36 E12368464-7

ตามตำนานกล่าวว่า ชาวอินคาสร้างนครนี้เพื่อเป็นที่อาศัยของหญิงพรหมจารี ที่ปฏิบัติ ศาสนกิจถวายสุริยเทพ เรื่องดังกล่าวนี้นักโบราณคดีในยุคปัจจุบันสันนิษฐานว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานกันถึงเหตุผลในการสร้างต่างๆ มากมาย เช่น มาชู ปิกชู ไม่ใช่ชุมชนที่อยู่อาศัยหรือเมือง แต่น่าจะเป็นการก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของผู้ที่มีฐานะร่ำรวยของชาวอินคาในยุคนั้น บ้างก็ว่านี่คือ ศาสนสถาน หรืออาจเป็นสุสานอันยิ่งใหญ่ของผู้สร้างอาณาจักอินคา ส่วนฮิแรม บิงแฮมเชื่อว่าเมืองนี้ คือพระราชฐาน ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประทับพักผ่อนในหน้าร้อนของกษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรอินคา นอกจากนี้นักโบราณคดียังมีความเห็นว่า มาชู ปิกชู น่าจะแบ่งเป็น 3 เขต โดยเขตหนึ่งเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีวิหารที่สร้างเพื่ออุทิศแด่สุริยเทพที่ชาวอินคาบูชา เขตนักบวชและผู้สูงศักดิ์ และสุดท้ายเป็นเขตของสามัญชน

ในยุคล่าอาณานิยม ชาวสเปนได้เดินทางจากปานามาเพื่อสำรวจดินแดนทางใต้ และค้นพบจักรวรรดิอินคา ฮิแรม บิงแฮมเชื่อว่า เมื่อเกิดการสู้รบกับสเปน ชาวอินคาได้นำตัวเหล่าสตรีมาหลบซ่อน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อความปลอดภัย และให้พวกนางได้สวดมนต์ภาวนาต่อเทพเจ้าเพื่อช่วยปกป้องอินคาจากผู้รุกราน แต่เมื่อคำสวดอ้อนวอนมิเป็นผล เหล่าสตรีทั้งหลายจึงได้หลบซ่อนโดยใช้ชีวิตอยู่ ณ เมืองลี้ลับแห่งนี้ ซึ่งเห็นได้จากการพบโครงกระดูก 175 ชุด และมีถึง 150 ชุดที่เป็นของผู้หญิง

E12368464-74  เมืองแห่งนี้กลายเป็นเมืองร้างนั้นอาจเป็นเพราะว่า เมืองนี้ตั้งอยู่บนเขาสูง การเดินทางทุรกันดาร จึงไม่ใช่เมืองที่เหมาะแก่การลงหลักปักฐานในระยะยาว แต่ด้วยความลี้ลับและแสนทุรกันดารในการเดินทางขึ้นไปยังเมืองในเมฆหมอกนี้ ทำให้ มาชู ปิกชู ไม่ถูกผู้รุกรานอย่างสเปนทำล้าย โบราณสถานแห่งนี้จึงคงความสมบูรณ์ไว้ได้ แต่อาจจะแค่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาบ้างเท่านั้น

มาชู ปิกชู เมืองสาบสูญที่ถูกค้นพบ

มาชู ปิกชู (Machu Picchu) เมืองสาบสูญแห่งอินคา (The Lost City of The Inca) ได้เปิดเผยตัวขึ้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) เมื่อ ฮิแรม บิงแฮม (Hiram Bingham) นักสำรวจชาวอเมริกัน จากโครงการสำรวจประเทศเปรูของ มหาวิทยาลัยเยล ได้ค้นพบเมืองโบราณที่ซุกตัวอยู่ภายใต้ป่าดงดิบบนยอดเขาสูง 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล อันถูกรายล้อมไปด้วยหน้าผาสูงชันในประเทศเปรู และในปี ค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526) ได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ (New Seven Wonders of the World)

แดนมหัศจรรย์มาชู ปิกชู

มาชู ปิกชู นับเป็นดินแดนที่ประหลาดมาก เนื่องจากพบซากเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างบ้านเรือนของชาวอินคาในอดีตเรียงรายปรากฏอยู่บนยอดเขาสูง ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าชาวอินคาจะลำเลียงก้อนหินขนาดต่างๆ ขึ้นไปก่อสร้างบ้านเมืองตรงนั้นได้ มาชู ปิกชู เป็นบ้านเมืองขนาดเล็กที่เต็มไปด้วย ถนน อนุสาวรีย์ วิหาร และบ้านเรือนที่เรียงรายเป็นระเบียบสวยงาม บ่งบอกถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมอย่างสูง

E12368464-32 

สิ่งที่โดดเด่นของมาชู ปิกชู ก็คือ ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่เป็น อนุสาวรีย์ขนาดมหึมาที่ก่อสร้างด้วยแท่งหินขนาดใหญ่ วางเชื่อมต่อกันอย่างสมดุล นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากว่าชาวอินคาเรียนรู้เทคโนโลยีการขนย้ายแท่งหินขนาดยักษ์มาเรียงรายต่อกันสูงเป็นชั้นๆ ได้เรียบสนิท โดยไม่ใช้ล้อเลื่อนหรือลูกรอกแต่อย่างใด นับเป็นปริศนา ที่ไม่มีใครทราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

มาชู ปิกชู ประกอบไปด้วยอาคารที่อยู่อาศัย อุโมงค์ อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทานการปล่อยน้ำตามคลองเล็กๆ เพื่อการเกษตร รูปแบบการทำเกษตรหรือการทำนาที่เก่าแก่แบบขั้นบันได หอคอยสำหรับการเฝ้ามองดูผู้รุกราน การสร้างถนน สิ่งก่อสร้างตามไหล่เขาที่ไล่ระดับเป็นขั้นๆ ซากกำแพงหิน ร่องรอยของสถาปัตยกรรมทั้งหลาย นอกจากสิ่งเหล่านี้จะดูสวยงามแล้ว ยังสะท้อนถึงความหลักแหลมทางเทคนิควิทยาการก่อสร้างของชาวอินคาในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

ห้องอาบน้ำ ทางเข้าเมือง

Posted in มาชูปิกชู | Tagged | Leave a comment